รับทําเว็บไซต์ รับทําseo
บทความที่น่าสนใจ

บทความ ที่น่าสนใจ

ปัจจัยที่มีผลกระทบกับราคาหุ้น

    นักลงทุนที่เพิ่งเริ่มรู้จักกับการลงทุนในหุ้นสามัญอาจสงสัย และมีคำถามในใจ ว่า “วันนี้หุ้นที่ตนถือไว้จะเพิ่มขึ้น หรือจะลดลง”, “ราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลงเกิดจากอะไร” หรือ “เราจะสามารถคาดการณ์ หรือรู้ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นได้หรือไม่” การจะตอบคำถามเหล่านี้ได้ นักลงทุนต้องเข้าใจถึงปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดราคาหุ้น หรือปัจจัยที่จะส่งผลกระทบกับราคาหุ้นนั่นเอง

     

            แนวคิดหนึ่งที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถตอบคำถามดังกล่าว และช่วยให้นักลงทุนเข้าใจถึงปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดราคาหุ้น คือการใช้แนวความคิด
    “การหามูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) ของหุ้นสามัญ”

      

    การหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นสามัญ คืออะไร?

     

     

            แนวความคิดการหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นสามัญ เกิดขึ้นจากความเชื่อที่ว่า นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นสามัญวันนี้ย่อมคาดหวังผลประโยชน์ หรือผลตอบแทนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตจากการลงทุนในหุ้นสามัญดังกล่าว ดังนั้น ราคาหุ้นที่นักลงทุนยอมจ่ายในวันนี้จึงเป็นราคาสำหรับสิ่งที่ตนคาดหวังว่าจะได้รับในอนาคตนั่นเอง

     

            จากแนวคิดดังกล่าวทำให้เราทราบได้ว่า ราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไปจึงน่าจะเกิดจากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่า สิ่งที่ตนจะได้รับในอนาคตทั้งในรูปของเงินปันผล และส่วนต่างราคาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น ถ้ามีผู้คาดการณ์ว่าการลงทุนในหุ้นสามัญ ABC จะได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลมากขึ้น ก็จะทำให้บุคคลนั้นยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อหุ้น ABC ในราคาที่สูงขึ้น ราคาหุ้น ABC ก็จะปรับตัวสูงขึ้น

     

    ในทางกลับกัน ถ้านักลงทุนคนหนึ่งคาดการณ์ว่าหากลงทุนในหุ้น ABC ณ ปัจจุบัน โดยถือไปอีก 2 – 3 เดือน แล้วขายต่ออาจจะได้ราคาขายต่อน้อยกว่าตอนที่ตนซื้อมา นักลงทุนคนนั้นก็จะไม่ยอมจ่ายเพื่อซื้อหุ้น ABC ณ ราคาปัจจุบัน แต่จะยอมจ่ายในราคาที่ต่ำกว่าเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่คาดว่าตนอาจจะเผชิญ ในอีก 2 – 3 เดือนข้างหน้า ราคาหุ้น ABC ก็จะปรับตัวลดลง

     

    จากตัวอย่างข้างต้น พอจะสรุปได้ว่า

     

    ราคาหุ้น ณ เวลาปัจจุบัน น่าจะถูกกำหนดมาจาก 2 ปัจจัยหลักๆ คือ
    1.ผลตอบแทนที่ตนคาดว่าจะได้รับทั้งในรูปของเงินปันผล และส่วนต่างราคา
    2.ความเสี่ยงที่นักลงทุนจะต้องเผชิญจากการลงทุนในหุ้นสามัญ
     

     

    ตัวแปรที่ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดว่าจะได้รับกับความเสี่ยงที่นักลงทุนจะต้องเผชิญ

     

     

            นักลงทุนบางคนอาจมีคำถามต่อว่า แล้วผลตอบแทนที่ตนคาดว่าจะได้รับทั้งในรูปของเงินปันผล และส่วนต่างราคา กับความเสี่ยงที่ตนจะต้องเผชิญจากการลงทุนในหุ้นสามัญนั้นเกิดจากปัจจัยใด ในหัวข้อนี้ขอสรุปตัวแปรหลัก 3 ประการที่เป็นตัวกำหนด ผลตอบแทน และความเสี่ยง ดังต่อไปนี้

      

            1. ตัวแปรทางเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจดี หุ้นที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ดีจะมีราคาเพิ่มขึ้น เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจดี ประชาชนจะกล้าที่จะจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น จึงส่งผลให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น กำไรก็เพิ่มขึ้นตามมา และท้ายที่สุดเมื่อบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้น บริษัทก็จะสามารถจ่ายผลตอบแทนให้แก่นักลงทุนได้มากขึ้นตามไปด้วย

      

    นอกจากเรื่องของผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว หากนักลงทุนเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีจริง ยังมีส่วนให้นักลงทุนกล้าที่จะลงทุนซื้อหุ้นมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมองว่าโอกาสที่บริษัทจะขาดทุนในช่วงนี้มีน้อย ดังนั้น ความเสี่ยงจากการลงทุนก็น้อยไปด้วย นักลงทุนจึงกล้าที่จะลงทุนเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสให้ราคาหุ้นมักปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงเวลานี้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี หุ้นที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจไม่ดีจะมีราคาลดลง เนื่องจากนักลงทุนจะมีความกังวลในผลประกอบการของบริษัท กล่าวคือช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อของประชาชนลดลง ยอดขายของบริษัทจะลดลง กำไรของบริษัทจะลดลงหรือขาดทุน และท้ายที่สุดนักลงทุนจะไม่ได้รับการจัดสรรกำไรจากบริษัท เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนรู้สึกถึงความเสี่ยงจากการลงทุนจึงมีการขาย หุ้นออกมา เมื่อมีการขายหุ้นออกมาจำนวนมากก็จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงในที่สุด

     

    2. ตัวแปรอุตสาหกรรม ถ้าอุตสาหกรรมใดอยู่ในช่วงขาขึ้น ราคาหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมนั้นมักจะปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าผลประกอบการของบริษัทในอุตสาหกรรมนั้นจะปรับ เพิ่มขึ้นตามภาวะอุตสาหกรรม ในทางตรงกันข้าม ถ้าอุตสาหกรรมใดอยู่ในช่วงขาลง ราคาหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมนั้นก็จะมีการปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนกังวลถึงความเสี่ยงจึงขายหุ้นในอุตสาหกรรมดังกล่าวออกมา


    3. ตัวแปรผลประกอบการของบริษัทนั้นๆ
    เป็น ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับผลการดำเนินงานของบริษัทนั้นโดยตรง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ กลยุทธ์ของบริษัท และความสามารถของผู้บริหาร กล่าวคือ ในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมไม่ดี หากผู้บริหารของบริษัทมีความสามารถสูง ก็อาจจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทลดลงไม่มาก และราคาหุ้นก็จะปรับตัวลดลงไม่มาก