รับทําเว็บไซต์ รับทําseo
บทความที่น่าสนใจ

บทความ ที่น่าสนใจ

การลงทุนกับ ตราสารหนี้ !!

    ตราสารหนี้ (Debt Instrument หรือ Fixed Income Securities) คือ
    ตราสารทางการเงินที่ผู้ออกตราสารซึ่งเรียกว่า ผู้กู้หรือลูกหนี้ มีข้อผูกพันทางกฎหมายว่าจะจ่ายผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยเป็นงวดๆ และเงินต้น หรือผลประโยชน์อื่นๆ
    ตามข้อกำหนดในตราสารให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเรียกว่า ผู้ให้กู้หรือเจ้าหนี้ เมื่อครบกำหนดที่
    ตกลงกันไว้ โดยระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอนของตราสารหนี้นั้นจะมีตั้งแต่ระยะสั้น
    (ไม่เกินหนึ่งปี) ระยะปานกลาง (หนึ่งถึงห้าปี) ไปจนถึงระยะยาว (เกินห้าปีขึ้นไป)
    กรณีตราสารหนี้ในตลาดทุนโดยทั่วไปมักจะหมายถึงตราสารที่มีอายุไถ่ถอนมากกว่า
    หนึ่งปีขึ้นไป โดยผู้ซื้อจะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย ส่วนลดรับ หรือ
    ผลประโยชน์อื่นตามที่ได้มีการกำหนดไว้

     

    การใช้คำว่า “ตราสารหนี้” ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเปลี่ยนมือของผู้ถือ (นักลงทุนในตราสารหนี้) ซึ่งแตกต่างจากสัญญากู้ยืมที่แสดงความเป็น “เจ้าหนี้” และ “ลูกหนี้” ของผู้ให้กู้กับผู้กู้เงินเหมือนกัน แต่สัญญากู้ยืมเงินนั้นขาดความสามารถ
    ในการเปลี่ยนมือของความเป็นเจ้าหนี้ระหว่างนักลงทุน ทั้งนี้ การเปลี่ยนมือของตราสารหนี้ระหว่างนักลงทุนนั้นสามารถทำผ่าน
    กลไกตลาดรอง (secondary market) ได้ ซึ่งปัจจุบันตลาดรองของตราสารหนี้ก็คือ BEX (Bond Electronic Exchange)
    ที่ดำเนินการโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ
     
    ตามความหมายข้างต้นแสดงว่า... "ตราสารหนี้" ก็คือ ตราสารทางการเงินชนิดหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่ต้องการเงินทุน (ผู้กู้) และผู้ที่มีเงินทุนแต่ต้องการผลตอบแทน (ผู้ให้กู้)
    ผูกพันกัน โดยมีข้อกำหนดต่างๆ ที่ระบุในสัญญาหุ้นกู้ (Indenture) เป็นกฎกติกา
    ร่วมกัน อีกทั้งตราสารหนี้ยังสามารถเปลี่ยนมือกันได้ในตลาดรอง คล้ายๆ กับ
    การซื้อขายหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์ฯ


    "ตราสารหนี้" เป็นศัพท์กว้างๆ แต่ที่ท่านอาจคุ้นเคยมากกว่า คือ “พันธบัตร” และ “หุ้นกู้” โดยพันธบัตรมักใช้เรียกตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ และ
    มักเรียกว่าหุ้นกู้เมื่อออกโดยบริษัทเอกชน แต่ในต่างประเทศใช้คำว่า “Bond” สำหรับตราสารหนี้ทั่วไปทั้งที่ออกโดยรัฐและเอกชน มีในบางกรณีที่เรียกว่า “Debenture” เมื่อตราสารหนี้นั้นไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

      

    ตราสารหนี้จัดว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการลงทุน ซึ่งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนักลงทุนว่าจะให้ความสนใจต่อ
    ช่องทางนี้มากน้อยเพียงใด โดยพิจารณาจากผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับและระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้
    ส่วนเหตุผลที่ผู้ลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะลงทุนในตราสารหนี้ สามารถสรุปได้ดังนี้

    1. เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับตราสารทุน
    เพราะได้กำหนดอัตราผลตอบแทนที่ค่อนข้างแน่นอน นักลงทุนสามารถประมาณการณ์กระแสเงินสดที่พึงจะได้รับในอนาคตได้

    2. ได้รับผลตอบแทนที่ค่อนข้างคงที่และสม่ำเสมอ
    เพราะตราสารหนี้มีการกำหนดจ่ายคูปองไว้ล่วงหน้า

    3. เป็นเครื่องมือทางการเงินชนิดหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน
    เนื่องจากการลงทุนในตราสารทุนไม่สามารถประมาณการรายได้จากเงินปันผลหรือส่วนต่างกำไร (Capital Gain / Loss)
    ที่แน่นอนได้ และปกติตราสารหนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านราคา (Volatility) น้อยกว่าตราสารทุน

    4. มีตลาดรองรองรับ (Marketability)
    การซื้อขายเปลี่ยนมือ และหากเป็นตราสารที่มีคุณภาพดี เช่น ผู้ออกตราสารเป็นรัฐบาลหรือบริษัทเอกชนที่มีฐานะการเงิน
    มั่นคงก็จะทำให้ตราสารหนี้นั้นมีสภาพคล่อง (Liquidity)

    5. ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการดำรงสินทรัพย์
    สภาพคล่องตามกฎหมายสำหรับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงิน

    6. สามารถนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ
    เช่น ใช้ค้ำประกันธุรกิจ ค้ำประกันผู้ต้องหา ใช้ในการบริหารเงินนอกงบประมาณสำหรับหน่วยราชการ เป็นต้น ทั้งนี้ ข้อ 5 และข้อ 6 จะเป็นในกรณีเฉพาะตราสารหนี้จากภาครัฐ

     

    ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน

     
     
    ตราสารหนี้ 
     
    ตราสารทุน 
    1. สิทธิในการเรียกร้อง
        (Priority Claim)
    ผู้ถือตราสารหนี้ซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ีสิทธิ
    ในการเรียกร้องสูงกว่าผู้ถือตราสารทุน 
    ซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าของบริษัท หากบริษัทมีปัญหาทางการเงินหรือถูกฟ้องล้มละลาย บริษัทจะต้องขายทอดตลาดสินทรัพย์ และชำระบัญชี โดยนำเงินที่ได้จากการ
    ขายทอดตลาดชำระคืนให้แก่ผู้ถือ
    ตราสารหนี้ก่อนผู้ถือตราสารทุน 
    ผู้ถือตราสารทุนซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าของบริษัทมีสิทธิในการเรียกร้องต่ำกว่าผู้ถือ
    ตราสารหนี้ โดยจะได้รับชำระเมื่อบริษัทชำระคืนให้แก่ผู้ถือตราสารหนี้ (เจ้าหนี้)
    ครบถ้วนแล้ว
    2. ความเป็นเจ้าของ
        (Ownership)
    ผู้ถือตราสารหนี้ไม่มีสิทธิออกเสียงในการประชุมหรือการตัดสินใจในการดำเนินงานของบริษัท เนื่องจากอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ไม่ใช่
    เจ้าของบริษัท
    ผู้ถือตราสารทุน มีสิทธิออกเสียงในการประชุมหรือการตัดสินใจในการดำเนินงานของบริษัทเนื่องจากอยู่ในฐานะเจ้าของบริษัท
    3. ผลตอบแทน
        (Return)
    ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้าง
    สม่ำเสมอ ในรูปกระแสเงินสดที่เป็นดอกเบี้ย
    ตามระยะเวลาที่กำหนด
    ตราสารทุนให้ผลตอบแทนที่อาจ
    ไม่สม่ำเสมอในรูปกระแสเงินสดที่เป็น
    เงินปันผล ซึ่งขึ้นอยู่กับผลกำไรและนโยบายของบริษัท
     4. อายุของตราสาร มีระยะเวลาที่กำหนดไว้แน่นอน กล่าวคือ
    มีอายุจำกัด
    อายุของตราสารทุนไม่จำกัด
     
     
    รายได้จากดอกเบี้ย
     
    กำไรจากการขาย
     
    รายได้จากส่วนลด
      หักภาษี ณ ที่จ่าย 15%
    และมีสิทธิเลือกที่จะ
    ไม่นำไปรวมคำนวณ
    ภาษีรายได้สิ้นปี
    หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และมีสิทธิเลือก
    ที่จะไม่นำไปรวมคำนวณภาษีรายได้สิ้นปี (ยกเว้นตราสารหนี้ที่ไม่มีดอกเบี้ยซึ่ง
    ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ไปแล้วจาก
    ผู้ถือคนแรก)
    หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% เฉพาะผู้ถือคนแรก
    และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำไปรวมคำนวณ ภาษีรายได้สิ้นปี